เศรษฐา ทวีสิน เผยกลยุทธ์แสนสิริ 2564: ทำโครงการขนาดเล็ก ขายราคาถูก คอนโดไม่เกิน 2 ล้าน

เปิดกลยุทธ์ของแสนสิริ ในปี 2564 เน้นไปที่การทำโครงการขนาดเล็ก ปิดโครงการได้เร็ว ขายในราคาเข้าถึงได้ทุก Segment รวมถึงทำคอนโดมิเนียมราคาถูกกลางเมืองในช่วง 1-2 ล้านบาท เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี


เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเผยภาพรวมของการทำธุรกิจในปี 2563 ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่เติบโตติดลบ 6.6% เกือบจะเท่าวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 แต่อาจฟื้นตัวได้ยากกว่าจากสถานการณ์หนี้ครัวเรือน ค่าเงินบาท และการท่องเที่ยว

ปี 2563 แสนสิริเป็นไปตามเป้า มีการเปิดตัวโครงการใหม่ 12 โครงการ มูลค่า 15,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 11 โครงการ และคอนโดมิเนียมอีกเพียง 1 โครงการ ตามความต้องการของตลาดที่คอนโดมิเนียม Over Supply ในช่วงที่ผ่านมา

โดยในปี 2563 ที่ผ่านมา สามารถทำยอดขายไปได้ 35,000 ล้านบาท เติบโต 67% เมื่อเทียบกับปี 2562 โดยเป็นการเติบโตที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท ส่วนยอดโอนมีทั้งสิ้น 45,000 ล้านบาท เติบโต 45%

ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2564 นี้ เศรษฐายังเชื่อว่าจะยังคงมีความไม่แน่นอนสูง จากสถานการณ์โควิด-19 ระบาด กำลังซื้อคงยังไม่กลับมาภายใน 18 เดือนข้างหน้านี้ ทิศทางของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จึงต้องใช้สายป่านยาว โดยโครงการใหม่ๆ ที่จะเปิดตัวในปีนี้ จะเป็นโครงการที่เน้นความเข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิม


เปิดตัว 24 โครงการใหม่ในปี 2564 มูลค่ารวม 21,000 ล้านบาท

สำหรับในปี 2564 นี้ แสนสิริมีแผนที่จะเปิดโครงการใหม่ๆ ทั้งสิ้น 24 โครงการ มากกว่าปี 2563 ที่เปิดโครงการใหม่เพียง 12 โครงการเท่านั้น โดย 3 ใน 4 ของโครงการใหม่จะต้องเป็นโครงการที่ทำราคาเข้าถึงง่าย

โดยโครงการใหม่ๆ ที่เปิดตัวในปีนี้ 24 โครงการจะแบ่งเป็นโครงการแนวราบ 19 โครงการ ส่วนคอนโดมิเนียมมี 5 โครงการ

ส่วนยอดขายตั้งเป้าไว้ที่ 26,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 16,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 10,000 ล้านบาท ส่วนยอดโอนตั้งเป้าไว้ที่ 27,000 ล้านบาท


ซึ่งโครงการใหม่ที่เปิดตัวในปีนี้จะเน้นไปที่โครงการที่ทำราคาเข้าถึงง่ายในทุกๆ Segment ที่จะมีราคาถูกลงกว่าเดิม รวมถึงทำคอนโดมิเนียมในแนวคิดใหม่บนทำเลยอดนิยมสำหรับคนรุ่นใหม่ ทั้งเกษตร รามคำแหง รัชดา และบางนา ในราคา 1-2 ล้านบาท ซึ่งแสนสิริไม่ได้ทำคอนโดมิเนียมในระดับราคาที่เข้าถึงได้ขนาดนี้มานานนับ 10 ปีแล้ว

นอกจากนี้การพัฒนาโครงการใหม่ๆ จะเน้นไปที่การสร้างโครงการขนาดเล็ก แต่เน้นกระจายโครงการไปทั่วกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลตามความต้องการที่มีอยู่ โดยโครงการขนาดเล็กนี้จะปิดโครงการได้ภายใน 1.5 ปี ต่างจากโครงการใหญ่ๆ ในอดีตที่อาจต้องใช้เวลานาน 4-5 ปีในการปิดโครงการ

ตัวอย่างของการพัฒนาโครงการขนาดเล็กคือ โครงการบ้านทาวเฮาส์ที่ดินรวม 15 ไร่ จำนวน 100-150 ยูนิต หรือโครงการบ้านเดี่ยวที่ดิน 25-40 ไร่ มีจำนวนบ้านพักอาศัย 100 ยูนิตเป็นต้น

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ในปีนี้แสนสิริหันมาทำโครงการที่อยู่อาศัยที่มีราคาจับต้องได้ เป็นเพราะส่วนหนึ่งที่อยู่อาศัยยังคงเป็นปัจจัย 4 ที่สำคัญกับการใช้ชีวิต ดังนั้นที่อยู่อาศัยจึงยังมี Real Demand ยังมีคนที่ต้องการซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริงๆ อยู่

นอกเหนือจากการทำราคาของโครงการใหม่ๆ ให้จับต้องได้กว่า 3 ใน 4 ของโครงการทั้งหมดแล้ว แสนสิริยังจะนำโปรโมชันผ่อนให้ 24 เดือนกลับมาอีกครั้ง เพราะจะช่วยเป็นจุดกระตุ้นให้กับคนที่กำลังตัดสินใจซื้อบ้านตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เพราะระยะเวลา 2 ปี น่าจะเพียงพอสำหรับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้นในอนาคต

ส่งเสียงถึงภาครัฐ อยากได้มาตรการช่วยเหลือ

สำหรับมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐบาลที่เศรษฐาอยากเห็นคือ การยกเลิกนโยบาย LTV ที่ออกมาเพื่อป้องกันการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อเก็งกำไร และการลดอัตราดอกเบี้ยลง เพราะทั้งความช่วยเหลือทั้งสองอย่างนี้ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณในการดำเนินการ รวมถึงยังอยากให้ขยายเวลาการเช่าอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ จากเดิม 30 ปี เป็น 99 ปี ก็จะสามารถช่วยกระตุ้นการซื้อได้เช่นกัน

อัพเดทเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2564